Pro Bono (หรือในชื่อต็มว่า Pro Bono Publico) มาจากภาษาละตินแปลว่า “เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม (for public good)”เป็นชื่อเรียกของกิจกรรมที่นำเอาความรู้ความสามารถในทางวิชาชีพ ไปใช้เพื่อประโยชน์ของสังคม เช่น การให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เป็นต้น กิจกรรมแบบ Pro bono นั้น แตกต่างจากกิจกรรมอาสาสมัครธรรมดาทั่วไป เพราะ Pro bono มุ่งเน้นไปยังการให้ความช่วยเหลือในเรื่องที่ตามปกติแล้วนั้น บุคคลทั่วไปอาจไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะหามาได้(http://en.wikipedia.org/wiki/Pro_bono#cite_note-6) ซึ่งแน่นอนว่า บริการทางด้านกฎหมายนั้น เป็นกิจกรรมแบบ Pro bono ที่พบเห็นได้มากที่สุด เนื่องจากโดยสภาพแล้ว การดำเนินการทางด้านกฎหมายเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความรู้ความสามารถโดยเฉพาะ และมีค่าใช้จ่ายสูงมาก ทำให้ประชาชนที่มีฐานะยากจนต้องประสบปัญหาในอย่างมาก
เมื่อพิจารณาสภาพของวิชาชีพกฎหมายในโลกปัจจุบัน แม้ในประเทศที่ขึ้นชื่อว่าเป็นทุนนิยมเต็มตัวอย่างประเทศสหรัฐอเมริกา กลับให้ความสำคัญกับกิจกรรมประเภท Pro bono นี้อย่างไม่น่าเชื่อ เห็นได้จากข้อกำหนดของ American Bar Association ในข้อ 6.1.(http://www.abanet.org/legalservices/probono/rule61.html) กำหนดว่า
”ทนายความทุกคนมีความรับผิดชอบในทางวิชาชีพที่จะต้องให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่บุคคลที่ไม่สามารถเสียค่าทนายความได้ โดยควรมีชั่วโมงการทำงานเพื่อสังคมไม่น้อยกว่า 50 ชั่วโมงในรอบ 1 ปี และในการนี้ ทนายความทุกคนต้อง
(a) ให้บริการทางกฎหมายไม่น้อยกว่า 50 ชั่วโมง โดยไม่คิดค่าตอบแทน และไม่คำนึงถึงค่าตอบแทนสำหรับ
(1) บุคคลผู้ยากไร้
(2) หน่วยงานการกุศล ศาสนา ชาวเมือง ชุมชน รัฐบาล และหน่วยงานทางการศึกษา ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของบุคคลผู้ยากไร้…….”.
สำหรับกิจกรรมในมหาวิทยาลัยเอง สามารถพบเห็นกิจกรรมลักษณะ Pro bono นี้ ในมหาวิทยาลัยชื่อดังหลายแห่ง เช่น Oxford Pro Bono Publico ของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด (http://www.law.ox.ac.uk/opbp/) ในประเทศอังกฤษ ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของนักศึกษากฎหมาย และคณาจารย์ในคณะนิติศาสตร์เพื่อทำกิจกรรมอันเกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะ เพื่อประโยชน์ส่วนรวม หรือในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด(http://www.law.harvard.edu/academics/probono/about/?template=second) ก็มีหน่วยงานภายในคณะนิติศาสตร์ที่สนับสนุนการทำกิจกรรมแบบ pro bono ของนักศึกษาเช่นกัน
แม้ในชั้นของการประกอบวิชาชีพเอง อัตราส่วนของการทำกิจกรรมแบบ Pro bono ของสำนักงานกฎหมาย (Law Firms) ต่าง ๆ ภายในประเทศสหรัฐอเมริกา กลายมาเป็นปัจจัยที่ถูกนำมาเปิดเผยให้เป็นที่รับทราบกันโดยทั่วไป(http://www.betterlegalprofession.org/comingsoon.php) และยังมีแรงกระตุ้นให้นักศึกษานำปัจจัยดังกล่าวมาพิจารณาในการเลือกสำนักงานกฎหมายที่ตนจะประกอบวิชาชีพในอนาคตต่อไป เพื่อให้สำนักงานกฎหมายทั้งหลายหันมาปรับปรุงสถิติการทำกิจกรรมแบบ Pro bono ของตน เพื่อดึงดูดนักศึกษากฎหมายระดับหัวกะทิให้เข้ามาทำงานในสำนักงานของตน(http://en.wikipedia.org/wiki/Pro_bono#cite_note-6)
มองกลับมายังคณะนิติศาสตร์ของเรา ศูนย์นิติศาสตร์ หรือที่นักศึกษาส่วนมากรู้จักในนามของ ค.พ.น. ก็กล่าวได้ว่าเป็นกิจกรรมที่จัดตั้งขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์เดียวกันกับกิจกรรมแบบ Pro bono กล่าวคือ เพื่อให้นักศึกษาวิชากฎหมายได้สัมผัสกับการทำงานในทางปฏิบัติ และได้เห็นความสูงส่งของวิชาชีพกฎหมาย ในฐานะที่เป็นศาสตร์ซึ่งดำรงอยู่เพื่อประโยชน์ของสังคมเป็นสำคัญ มิใช่แต่เป็นเพียงเครื่องมือในการหารายได้เพื่อดำรงชีพแต่เพียงอย่างเดียว กิจกรรมของศูนย์นิติศาสตร์ หากนักศึกษาได้ทำอย่างเต็มที่แล้ว ประโยชน์ที่เกิดขึ้นย่อมมิได้มีต่อส่วนรวมเท่านั้น แต่ย่อมเกิดแก่นักศึกษาเหล่านั้นด้วย ที่เมื่อจบการศึกษาไปแล้ว สามารถเรียกตนเองได้ว่าเป็นนักกฎหมายทั้งในเรื่องของ “ความรู้ทางทฤษฎี” “ทักษะทางปฏิบัติ” และ “จริยธรรมของวิชาชีพ” ซึ่งคงมิใช่คำกล่าวที่เกินเลยแต่ประการใด หากจะพิจารณาจากบรรดาศิษย์เก่าที่เคยเป็นนักศึกษาผู้ปฏิบัติงานภายในศูนย์นิติศาสตร์หลายต่อหลายรุ่นที่ผ่านมา
สิ่งที่น่าคิด คือ ในกระแสของโลกปัจจุบันนี้ คือ Pro bono แบบไทย ๆ จะสามารถพัฒนาจนถึงขั้นที่ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ในแบบที่ Pro bono ของโลกตะวันตกทำได้หรือไม่
ผู้ที่น่าจะให้คำตอบได้เป็นอย่างดี น่าจะเป็นนักศึกษาในคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แห่งนี้เอง ว่าในปัจจุบันนี้ เขาเหล่านั้น (ซึ่งรวมทั้ง 4 ชั้นปี มากกว่า 2,000 คน) ให้ความสำคัญกับกิจกรรมนี้อยู่ในระดับใด และได้ใช้ประโยชน์จากกิจกรรมนี้อย่างเต็มที่แล้วหรือไม่
|